imageproxy

ขั้นตอนและวิธีการดูแลเด็กแรกเกิดอย่างถูกต้อง

สำหรับคุณพ่อ – คุณแม่มือใหม่ ที่กำลังจะมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มเข้ามาในครอบครัว หลายๆคนอาจกำลังเกิดอาการวิตกกังวลว่า การใช้ชีวิตประจำวันนั้นจะเป็นอย่างไร และจะเลี้ยงทารกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพได้ไหม วันนี้เราจึงนำข้อมูล วิธีดูแลเด็กแรกเกิดอย่างถูกต้องมาฝากกันค่ะ

อาบน้ำให้ทารก

คุณควรอาบน้ำให้ทารกอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง นั่นคือช่วงเช้า-เย็น โดยอาจเลือกช่วงสายๆ กับช่วงเย็นก่อนค่ำ อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น สบู่ , ฟองน้ำ , ผ้าเช็ดตัว รวมทั้งอ่างอาบน้ำที่มีแผ่นกันลื่น ส่วนน้ำควรกำหนดอุณหภูมิให้พอเหมาะ คือ ไม่เย็นหรือร้อนจัดมากจนเกินไป ค่อยๆนำทารกหย่อนลงไปในน้ำแล้วค่อยๆ กวักน้ำขึ้นมาลูบเบา ๆ ตามร่างกายเพื่อให้ลูกได้ปรับตัว หลังจากนั้นเริ่มจากการสระผมก่อน พยายามประคองท้ายทอยของลูกเอาไว้ อย่างแผ่วเบา ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วก้อยพับใบหูของทารกเอาไว้ พร้อมนวดวนทั่วศีรษะอย่างอ่อนโยน หลังจากนั้นจึงใช้ฟองน้ำช่วยล้างทำความสะอาด การอาบน้ำควรเน้นทำความสะอาดตามข้อพับ โดยเฉพาะ ขาหนีบ , รักแร้ และทวาร เพื่อกำจัดแหล่งสะสมเชื้อโรค โดยเฉพาะการทำความสะอาดบริเวณสะดือ รวมทั้งอวัยวะเพศที่เกิดการอับชื้นได้ง่าย หลังจากนั้นให้เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 70 % อย่างเบาบางทุกครั้งหลังอาบน้ำ ห้ามใช้แป้งโรยสะดือเด็กเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้ติดเชื้อได้ เมื่อลูกถ่ายเสร็จก็ต้องรีบเช็ดทำความสะอาดทันที ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำเช็ดปัสสาวะและอุจจาระอย่างเบามือ ด้วยการเช็ดจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง ตามด้วยใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้งสนิท

Bathe_the_baby

เสื้อผ้าของทารก

ควรทำมาจากผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ระบายอากาศได้ดี หรือชุดที่มีตะเข็บน้อย ส่วนกางเกงควรเป็นแบบยางยืดหรือผูกเชือก เพราะจะได้สวมได้ง่าย ระบายอากาศได้ดีไม่อับชื้น

ท่าทางต่างๆของทารก

พยายามสังเกตเสียงร้องและอาการต่างๆของทารก เพราะเด็กทารกยังสื่อสารกับเราทางการพูดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการร้องตะเบงเสียง , ร้องครางในลำคอ , การยิ้ม การร้องไห้ ซึ่งเด็กอาจกำลังหิวนม หรือไม่สบายตัวจากการเจ็บป่วย

นมแม่สำคัญที่สุด

นมแม่ คือ แหล่งสารอาหารหลักของทารกในระยะเวลา 1 ปีแรก เนื่องจากสารอาหารที่อยู่ในน้ำนม เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อโภชนาการอันดีรวมทั้งสุขภาพของทารก ทำให้ทารกมีพัฒนาการเจริญเติบโตไปตามวัย โดยเฉพาะทารกที่มีอายุประมาณ 6 สัปดาห์ ก็จะเริ่มมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

สัมพันธ์ทางกาย

การสัมผัสจะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น อีกทั้งยังเป็นการสานสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เช่น ขยับแขนขาของลูกขึ้น-ลงเบาๆ นวดเบา ๆ หรือโอบกอดลูกพร้อมกล่อมลูกไปด้วย

beach-children-cute

เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง มีข้อดีอย่างไร

งานของเด็กคือการเล่น ได้มีนักการศึกษาคนหนึ่งได้กล่าวไว้ การเล่นของเด็กนั้นนอกจากจะสนุกสนานตามวัยแล้วพวกเค้าจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองอีกด้วย เรื่องนี้นับว่าสำคัญต่อตัวเด็กมาก มาดูกันว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองมีผลต่อการเรียนรู้ พฤติกรรม และความรู้ของเด็กๆอย่างไรบ้าง

เด็กที่เกิดความคงทนในการเรียนรู้

ข้อสำคัญของการเรียนรู้เรื่องอะไรก็ตามนอกจากความรู้แจ้ง ความเข้าใจองค์ความรู้เรื่องนั้น ความคงทนของการเรียนรู้ก็สำคัญด้วย บางเรื่องเราอาจจะเคยเข้าใจแต่พอผ่านไปมันก็ลืม สำหรับเด็กหากเค้าได้เรียนรู้อะไรด้วยตัวเอง เค้าจะจำมันได้ตลอด จำมันเป็นอย่างดี เรียกว่าจำได้ไม่มีลืม ยกตัวอย่างหากเค้าได้ชิมเกลือ เค้าจะจำได้เลยว่ามันให้รสชาติเค็ม เวลาเจอเกลือครั้งต่อไปเค้าก็จะไม่หยิบมากินอีกเนื่องจากมันไม่อร่อย เราไม่ต้องห้ามเค้าอีกเลย

เด็กที่สร้างแนวคิดของตัวเองขึ้นมา

ข้อดีต่อมา หากเด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม บางครั้งมันอาจจะเป็นแนวคิดเฉพาะทางของเค้าด้วยก็เป็นได้ยกตัวอย่างเช่น ทำไข่เจียว หากเค้าคิดเองทำเอง เค้าอาจจะได้สูตรทำไข่เจียวเฉพาะทางขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการตีไข่ รสชาติ รูปร่างหน้าตา นั่นทำให้เราได้อะไรใหม่จากการคิดค้นของเด็กก็เป็นได้

Child_Center

เด็กที่สร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง

ตามธรรมชาติของเราหากได้คิดค้น สร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเองมักจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาด้วย อารมณ์ประมาณว่าฉันเก่ง ฉันคิดเอง ฉันทำได้ เด็กๆเองก็เช่นกัน หากเค้าได้เรียนรู้อะไรสักอย่างด้วยตัวเองนั่นจะทำให้เค้ามั่นใจในเรื่องนั้นด้วย จากเมื่อกี้เด็กทำไข่เจียวด้วยวิธีของตัวเอง นั่นทำให้เค้ามีความมั่นใจในเรื่องอาหารได้เลย ไม่เพียงเท่านั้นความมั่นใจเรื่องนี้จะส่งผลต่อตัวเด็กเองในเรื่องอื่นด้วย

เด็กที่สร้างวิธีการเรียนรู้ของตัวเอง

คนเรานั้นเดิมทีมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ไหนจะสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู ประสบการณ์แตกต่างกันไปอีก นั่นทำให้วิธีการเรียนรู้ของแต่ละคนแตกต่างกันไปด้วย บางคนชอบเรียนรู้ด้วยการอ่าน บางคนเรียนรู้ด้วยการทดลอง บางคนเรียนรู้ด้วยการทำตาม ฯลฯ หากเด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นตั้งแต่เล็ก ประสบการณ์จะสอนเค้าเองว่าเค้าเป็นคนเรียนรู้ด้วยวิธีไหน จากนั้นเค้าจะนำวิธีนี้ไปเรียนรู้กับเรื่องอื่นในชีวิตประจำวันด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน ดนตรี กีฬา ศิลปะ วิทยาศาสตร์

เด็กเป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรอบตัว หรือ เรื่องที่เค้าชอบ ซึ่งการเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็กเพื่อให้เข้าใจสิ่งนั้น ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องจัดสถานการณ์ให้เค้าได้เรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นการพาไปทัศนศึกษา พาไปทดลอง พาไปเที่ยว พาไปเล่น ทำเลยรับรองว่ามันจะดีต่อเด็กๆอย่างแน่นอน

Children_learn

เรียนรู้ในตอนเด็ก ส่งผลอะไรตอนโตบ้าง

ตอนเด็กใครหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นช่วงวัยที่อาจจะจำอะไรไม่ได้มากนัก ขอบอกว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดเลย ตอนเด็กบางอย่างอาจจะหลงลืมไปบ้าง แต่บางอย่างก็จำไม่ลืมแถมส่งกระทบถึงตอนโตของเด็กอีกด้วย การเรียนรู้ก็เช่นกันมาดูกันว่าช่วงเวลาเรียนรู้ในวัยเด็กส่งผลอะไรถึงตอนโตได้บ้าง

ความชอบและทัศนคติ

สิ่งสำคัญที่สุดจากวัยเด็กสู่ช่วงวัยที่โตขึ้น จากการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆนั่นก็คือ ความชอบและทัศนคติที่มีต่อสิ่งนั้น หากเด็กเกิดประสบการณ์ที่ดี การเรียนรู้อย่างถูกวิธีต่อเรื่องใดแล้วเค้าก็จะชอบเรื่องราวเหล่านั้น จนสามารถไปศึกษาต่อยอดได้เองแบบไม่ต้องบอกอะไรมากเลย กลับกันหากเรียนรู้ไม่ดีจนเกิดประสบการณ์อันไม่น่าจดจำ เค้าก็จะไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นอีกต่อไปแม้เราจะบังคับเพียงใดก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น หากเด็กเคยจมน้ำมาก่อน เค้าก็จะเกิดความกลัวน้ำ ไม่อยากเรียนว่ายน้ำอีกเลย

learn_Children_

พัฒนาการของเด็กถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

พัฒนาการของเด็กแม้จะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันกลับส่งผลใหญ่มหาศาลต่อวัยโตด้วย หากเค้าไม่สามารถทำสิ่งต่างๆตามพัฒนาการได้ ยกตัวอย่างเช่น การติดกระดุมด้วยตัวเอง อาจจะมองว่าเป็นเรื่องง่ายแต่หากทำไม่ได้ตามวัย ไม่ได้ฝึกฝนตามวัย เรื่องนี้เค้าก็จะทำได้ยากตอนโต หรือ เรื่องอื่นที่มีพื้นฐานใกล้เคียงกันก็ทำได้ยากไปด้วย กรณีนี้คือ สนด้ายเข้ารูเข็ม เป็นต้น ดังนั้นพ่อแม่ควรตรวจสอบพัฒนาการของลูกจากหนังสือคู่มือเด็กเล่มสีชมพูที่ได้มาจากโรงพยาบาลและพาไปตรวจพัฒนาการตามกำหนด อย่ามองข้ามเด็ดขาด

วิธีการเรียนรู้ของเด็กด้วยตนเอง

เด็กแม้ว่าจะเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน พ่อแม่เดียวกัน บ้านหลังเดียวกัน แต่พวกเค้าก็จะมีวิธีการเรียนรู้ของตัวเองแตกต่างกัน เราอาจจะเคยเห็นคนพี่ชอบศึกษาอ่านหนังสือ แต่คนน้องชอบผจญภัยเรียนรู้ด้วยการเล่นใช่ไหม เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ในวัยเด็กทั้งสิ้น หากเค้าเรียนรู้เรื่องราวรอบตัวเองด้วยวิธีแบบไหน ก็จะส่งผลให้ตอนโตมักจะมีพฤติกรรมการเรียนรู้แบบนั้นไปด้วย ไม่เชื่อลองไปนึกย้อนดูตัวเองกันได้ว่าตอนเด็กเป็นแบบไหน

ข้อคิดถึงพ่อแม่ และผู้ปกครอง

เล่ามาถึงบรรทัดนี้ ก็อยากจะฝากข้อคิดถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง คนในครอบครัวไว้สักข้อหนึ่ง การเรียนรู้ของเด็กที่ดีที่สุดคือปล่อยให้เค้าเรียนรู้ในเรื่องที่ต้องการรู้ด้วยตัวเอง แม้ว่าบางครั้งมันจะทำให้เปื้อน อันตราย ได้บาดแผลมาบ้าง แต่มันก็จะทำให้เค้าได้รับประสบการณ์ที่มีต่อสิ่งนั้นอย่างแท้จริง ไม่ควรปิดกั้น หรือ ใช้คำพูดเชิงลบกับเค้า เพราะมันอาจจะทำให้การเรียนรู้เรื่องของเขาปิดประตูลงโดยที่ท่านไม่รู้ตัว

 

chill_6

เด็ก 6 ขวบต้องรู้ ต้องสอนอะไรบ้าง

วัยเด็กนอกรอยยิ้ม ความสนุกสนานตามประสาเด็ก ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ด้วย พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของเด็กวัยสัก 6 ขวบให้ดี หากเข้าใจเราก็จะอยู่กับเค้าได้อย่างมีความสุขอีกทั้งเราจะได้ส่งเสริมเค้าให้เรียนรู้ในสิ่งที่เค้าสงสัยจนกลายเป็นความรู้ติดตัวเค้าไปอีกด้วย มาดูกันว่าเด็ก 6 ขวบต้องรู้ ต้อสอนอะไรบ้าง

images (4)

ทำไม ทำไม แล้วก็ทำไม

พ่อแม่หลายคนมีลูกหลานวัยนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องเจอก็คือ คำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าทำไม ตั้งแต่ทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้ ทำไมฟ้าร้อง ทำไมไฟจราจรเปลี่ยนสี ทำไมฝนถึงตก และอีกสารพัดทำไม พ่อแม่หลายคนดีมากยินดีที่จะตอบทุกความสงสัยของลูก แต่พ่อแม่บางคนก็ไม่เป็นอย่างนั้นกลับไปดุต่อว่าเด็กเพราะไปรบกวนเกินไป(ห้ามทำเด็ดขาด) คำแนะนำสำหรับคำถามสารพัด ควรอธิบายให้เด็กเข้าใจในเชิงวิทยาศาสตร์ จะให้ดีพาเค้าไปดูตามพิพิธภัณฑ์เรื่องนั้นเลยจะทำให้เด็กเข้าใจมากขึ้น

ช่วงเวลาของการเรียนรู้ทางด้านภาษา

ช่วงวัย 6 ขวบ หากเทียบเป็นช่วง ป.1 เวลานี้เป็นช่วงสำคัญพัฒนาการด้านภาษาเลย เนื่องจากกล้ามเนื้อมัดเล็ก(นิ้ว ข้อมือ) พร้อมสำหรับบังคับให้เขียนหนังสือได้แล้ว เด็กกำลังมีพฤติกรรมเลียนแบบพูด เขียน ตามคนใกล้ชิด ดังนั้นพ่อแม่จะต้องพูดให้ชัดกับลูก(ทั้งภาษากลาง และภาษาถิ่น) อย่าพูดคำหยาบ เพราะมันจะทำให้เค้าติดพูดคำหยาบตามเราไปด้วย จะฟัง พูด อ่าน เขียน ได้หรือไม่ดูช่วงวัยนี้แหละ แนะนำควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ฟังร่วมกันจะทำให้พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กทำได้ดีขึ้น

วิธีเรียนรู้การเข้าสังคมของเด็ก

แม้ว่าเด็กสมัยนี้เข้าโรงเรียนกันตั้งแต่ 3 ขวบไม่ว่าจะเป็นศูนย์เด็กเล็ก หรือ โรงเรียนอนุบาลก็ตาม แต่วัย 6 ขวบเข้าป.1 จะเป็นการฝึกเข้าสังคมขนาดใหญ่อย่างแท้จริง เนื่องจากเค้าจะต้องเจอกับคนที่อายุมากกว่าเยอะมาก นั่นทำให้เค้าอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อย พ่อแม่ต้องฝึกการเรียนรู้วิธีเข้าสังคมให้พวกเค้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นการต่อคิวซื้อขนม การเล่นกับเพื่อน เป็นต้น

chill_run

ช่วงเวลาการเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมของเด็ก

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกของตัวเองเป็นคนดี แน่นอนว่าการฝึกให้เป็นคนดีต้องทำตั้งแต่เล็กกล่าวคือตั้งแต่ 3 ขวบเลยก็ว่าได้ แต่ช่วง 6 ขวบเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสอนเรื่องการทำความดี เรื่องนามธรรมอย่างจริงจัง เค้ามีคำถามบ้างในครั้งแรกว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้ ทำไมต้องเป็นคนดี บลา บลา พ่อแม่อย่าเพิ่งถอดใจ ให้อธิบายช้าๆพร้อมกับทำตัวอย่างให้ดูด้วย จะทำให้เด็กเข้าใจนามธรรมมากขึ้น จนกลายเป็นเด็กดีที่เราไม่ต้องเหนื่อยตอนโต

 

momphotonew

อยากให้ลูกมีร่างกายแข็งแรงต้องทำอย่างไร

momnewwpicture

การสร้างร่างกายของลูกให้แข็งแรงถือว่ามีส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเขาอย่างมาก เนื่องด้วยการใช้ชีวิตของคนเราเรื่องของสรีระร่างกายเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ชีวิตสามารถดำรงต่อไปได้อย่างปกติสุข หากร่างกายขาดความแข็งแรงหรือมีร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย นอกจากจะทำให้ขาดความมั่นใจต่อการใช้ชีวิตแล้วยังทำให้ต้องเสียเงิน เสียเวลาในการดูแลรักษาร่างกายอย่างหนักอีกด้วย ดังนั้นถ้าหากอยากให้ลูกมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพ่อแม่จำเป็นต้องปฏิบัติกับลูกดังนี้

การทำให้ลูกมีร่างกายแข็งแรง

  1. เลือกอาหารให้ลูกทานอย่างเหมาะสม – เด็กในแต่ละวัยจะมีลักษณะของอาหารที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัยของลูกให้เขาทานจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายและสมองให้กับลูก โดยเฉพาะพัฒนาการทางร่างกายหากทานอาหารที่ครบถ้วนตามวัยจะทำให้มีสุขภาพที่ดี เป็นตัวช่วยแรกที่จะสร้างร่างกายให้แข็งแรง
  2. พยายามให้ลูกได้ขยับร่างกายหรือออกกำลังกายเสมอ – การให้เด็กได้ซุกซนตามวัยถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆ เหล่านี้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง พ่อแม่บางคนที่กักบริเวณมากเกินไปไม่ให้เขาออกไปวิ่งเล่นเลยจะทำให้สุขภาพร่างกายของเด็กไม่แข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็นหรือถ้าหากว่าไม่อยากให้เขาไกลหูไกลตามากเกินไปจากการวิ่งเล่นก็ลองชวนมาออกกำลังกายแบบสนุกๆ ไปด้วยกันก็ได้
  3. เลิกการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด – ควันบุหรี่คือสิ่งที่จะทำลายสุขภาพร่างกายของคนรอบข้างโดยเฉพาะเด็กๆ ดังนั้นพ่อแม่คนไหนที่ยังสูบบุหรี่อยู่ถ้าหากอยากให้ลูกแข็งแรงก็ควรลดละเลิกบุหรี่เสียตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรักและสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองด้วยเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ลูกทำตามในอนาคตด้วย
  4. รักษาสุขอนามัยในบ้านให้ได้มาตรฐานเสมอ – การทำความสะอาดบ้านเป็นประจำเพื่อให้ถูกสุขลักษณะอนามัยอันเหมาะสมจะช่วยให้เด็กที่อาศัยอยู่ด้วยมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคง่าย รวมไปถึงยังช่วยให้ทุกคนในบ้านมีสุขอนามัยอันเหมาะสมด้วย
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ – การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญของทุกๆ วัยโดยเฉพาะกับเด็ก ดังนั้นการพักผ่อนให้เพียงพอด้วยการนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ถ้าหากว่าเด็กได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงได้
  6. รับวัคซีนตามความเหมาะสมและพบแพทย์เมื่อมีอาการป่วย – การหาหมอเป็นเรื่องสำคัญของเด็กโดยเฉพาะช่วงที่พวกเขายังต้องฉีดวัคซีนควรพาไปฉีดให้ตรงเวลานอกจากนี้หากมีอาการเจ็บป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีอย่าตัดสินใจซื้อยาหรือรักษาด้วยตนเองหากไม่มีความรู้มากพอ
Familylove

การปูพื้นฐานให้ลูกของเรามีพัฒนาการที่ดี

Familypicture

พัฒนาการของลูกถือเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนควรต้องใส่ใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนเริ่มคลอดออกมาเป็นทารกเลยด้วยซ้ำ นั่นเพราะหากลูกมีพัฒนาการที่ดีก็จะช่วยทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความแข็งแรงทั้งร่างกาย มีความฉลาดหลักแหลมด้านสติปัญญา และความคิดที่ดีในด้านของจิตใจด้วย การปูพื้นฐานเพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกจึงต้องมีหลักในการทำให้เหมาะสมรับรองว่าเด็กทุคนจะต้องเติบโตมาด้วยพัฒนาการที่สมบูรณ์แบบแน่นอน

การปูพื้นฐานของลูกเพื่อให้มีพัฒนาการที่ดี

  1. มอบความรักให้กับลูก – นี่เป็นสิ่งแรกที่พ่อแม่จะสามารถแสดงออกมาได้ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็ตาม ความรักไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพียงแค่ทำความเข้าใจพร้อมกับสอนลูกในสิ่งที่เหมาะสม ให้เขาสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ไปในทางที่ถูกต้องเท่านี้พัฒนาการทางด้านจิตใจ ความคิดของเขาก็สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ไม่ยาก
  2. เลือกอาหารให้เหมาะสมกับวัย – ลูกในแต่ละวัยย่อมความต้องการสารอาหารแตกต่างกัน การจะสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกจึงจำเป็นต้องรู้จักให้ลูกทานอาหารที่เหมาะสมด้วยเพื่อเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกาย และสมองไปในตัว เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนควรให้ทานแต่นมแม่เท่านั้น เป็นต้น
  3. สร้างการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับลูก – การเรียนรู้ของคนเราสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ไม่มีข้อจำกัดหรือข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น พ่อแม่จึงจำเป็นต้องรู้จักสร้างการเรียนรู้ให้กับลูกอย่างเหมาะสมเพื่อที่ลูกจะได้รู้จักใช้พัฒนาการทางการเรียนรู้นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รับรองว่าลูกของคุณจะมีพื้นฐานของพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
  4. สอนการตัดสินใจ และคิดอย่างมีเหตุผล – ความมีเหตุผลคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนั้นการสอนให้เขารู้จักการตัดสินใจด้วยหลักของเหตุผลตั้งแต่เด็กจะทำให้เขาเติบโตมาด้วยหลักการที่น่ายึดถือ ไม่เอาแต่เอาแต่ใจตัวเองใช้หลักการทางความคิดเป็นตัวตัดสินใจว่าควรหรือไม่ควรทำ
  5. ทำตัวเองเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก – การจะสร้างพัฒนาการที่ดีอีกด้านคือต้องทำตัวเองเป็นตัวอย่างให้ลูกได้เห็นจนทำให้เขาได้ศึกษา และเข้าใจในสิ่งนั้นๆ ด้วยตนเอง เช่น การใช้คำพูดที่สุภาพ, การข้ามถนนตรงทางม้าลายหรือสะพานลอย เป็นต้น
  6. ต้องให้รู้จักกฎระเบียบต่างๆ – การสร้างพัฒนาการที่ดีต้องรู้จักให้ลูกได้เรียนรู้กับกฎระเบียบของสังคมในทุกๆ ด้านอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่อยู่กับครอบครัวกับสิ่งที่อยู่ในสังคมภายนอกมีความแตกต่างกันดังนั้นเขาจะได้เรียนรู้กฎระเบียบที่มีความเหมาะสม เข้าใจว่าแต่ละสังคมก็มีระเบียบต่างกัน

พัฒนาการของเด็กวัยรุ่นปรับตัวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

เมื่อผ่านระยะพัฒนาการของวัยรุ่นมาแล้ว  บุคคลต่างๆก็จะเข้าสู่ระยะวัยผู้ใหญ่ (Adulthood) คือช่วงอายุ 21 ถึง 60 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวมาก นักจิตวิทยาจึงมักแบ่งช่วงระยะพัฒนาการวัยผู้ใหญ่ ออกเป็น 3 ระยะคือ วัยผู้ใหญ่ตอนต้นหรือวัยหนุ่มสาว, วันผู้ใหญ่ตอนกลางหรือวัยกลางคน และวัยผู้ใหญ่ตอนปลายหรือวัยสูงอายุ ซึ่งในที่นี้เราจะกล่าวถึงพัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ตอนต้นคือช่วงอายุตั้งแต่ 20 ถึง 40 ปี ดังนี้

  1. พัฒนาการด้านร่างกาย

ในช่วงนี้ทั้งเพศหญิงและเพศชายมีร่างกายที่สมบูรณ์เต็มที่ โดยเฉพาะในเพศชายอายุประมาณ 20 ปี ไหล่จะกว้าง ขนาดของต้นแขนและต้นขามีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากขึ้น ส่วนในเพศหญิงเต้านมและสะโพกมีการเจริญเติบโตเต็มที่ ในวัยนี้ร่างกายจะมีพลังกำลังคล่องแคล่วว่องไว เรื่องการรับรู้ต่างๆจะมีความสมบูรณ์เต็มที่ เช่น สายตา การได้ยิน การลิ้มรส

  1. พัฒนาการด้านจิตใจและอารมณ์

สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น มีความมั่นคงทางด้านจิตใจดีกว่าในช่วงวัยรุ่น รู้จักที่จะคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น เปิดใจยอมรับผู้อื่นมากขึ้น เรื่องของด้านความรักมีความปรารถนาในการอยากใช้ชีวิตคู่ สร้างอนาคตร่วมกัน หรือการพบรักอันสุดแสนจะโรแมนติก รวมทั้งการตอบสนองด้วยเหตุผลทั้งกับตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น

  1. พัฒนาการด้านสังคม

จะเริ่มอยากแบ่งปัน เผื่อแผ่ เอื้อเฟื้ออาทรต่อบุคคลอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ที่มีอายุน้อยกว่า แต่จะให้ความสำคัญกับกลุ่มเพื่อนในวัยเดียวกันลดลง จำนวนสมาชิกของเพื่อนในกลุ่มลดลง แต่จะมีความสัมพันธภาพกับเพื่อนที่ใกล้ชิดหรือเพื่อนรักมากขึ้นกว่าเดิม หากมีครอบครัวก็จะเป็นลักษณะในการเฝ้าดูความสำเร็จของบุตร

  1. พัฒนาการทางสติปัญญา

วัยผู้ใหญ่จะมีการพัฒนาด้านความคิด สติปัญญาที่อยู่ในระดับ Formal operations ซึ่งถือว่าเป็นขั้นสูงสุดของพัฒนาการ เรียกได้ว่ามีความสามารถทางสติปัญญาครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด สามารถจัดระดับความคิดได้เป็นระบบ รวมทั้งมีความคิดเปิดกว้าง ยืดหยุ่นมากขึ้น รู้จักที่จะจดจำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาแล้วนำมาปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี ได้มีผู้สำรวจศึกษาหลายคนที่เห็นว่าความคิดของผู้ใหญ่ นอกจากจะเป็นความคิดในการแก้ไขปัญหา ยังมีลักษณะของความคิดสร้างสรรค์ค้นหาปัญหาอีกด้วย

การปรับตัวกับบทบาทใหม่

เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยทั่วไปแล้วจะเป็นช่วงที่อยู่ในระดับอุดมศึกษา หรือใกล้ที่จะจบการศึกษาแล้ว จึงเริ่มมีการวางแผนในการดำเนินชีวิตต่อไปทั้งเรื่องการประกอบอาชีพที่ร่ำเรียนมาหรือตามความรักความพึงพอใจในสายงาน เพื่อให้ชีวิตการทำงานมีความสุข พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน พร้อมที่จะรับปัญหาแก้ไขปัญหาในลำดับต่อไปคะ

ข้อมูลอ้างอิง :  https://www.slideshare.net

พัฒนาการของทารกช่วง 1-2 ปีแรก

ในช่วงปีแรกของชีวิตวัยเด็กเป็นช่วงที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากเด็กในวัยนี้จะมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กสามารถรับรู้สิ่งรอบตัวได้จากการทำงานประสานกันของระบบประสาทสัมผัส พ่อแม่ต้องคอยจดสถิติทุกความเปลี่ยนแปลงของลูกน้อยให้เป็นอย่างดี เพื่อวัดพัฒนาการของเด็กว่าเป็นไปตามวัยอันเหมาะสมของเด็กด้วยหรือไม่ ซึ่งพัฒนาการในช่วงนี้จะมุ่งเน้นการตอบสนองด้านต่างๆ ดังนี้

  1. พัฒนาการทางด้านร่างกาย

จะมีการเติบโตรวดเร็วมากกว่าวัยอื่น ส่วนระบบอวัยวะต่างๆของร่างกายทำงานได้ประสานสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพ พัฒนาการของร่างกายจะเป็นไปตามวัยมากกว่าสิ่งแวดล้อม และเป็นอย่างสม่ำเสมอไล่จากศีรษะสู่เท้าจากแกนกลางลำตัวสู่มือและเท้า เช่น วัยแรกเกิดทารกจะมีส่วนสูงประมาณ 45-50 เซนติเมตร และเมื่อมีอายุได้ขวบปีแรกจะมีความสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 75 เซนติเมตร

  1. พัฒนาการทางด้านสติปัญญา

ในขวบปีแรกการรับรู้จะใช้อวัยวะสัมผัสต่างๆเช่น ปาก จมูก มือ ลิ้น และผิวหนัง เมื่อทารกอายุได้ประมาณ 7-8 เดือนจะสามารถมองเห็นแยกแยะความแตกต่างของใบหน้าแม่กับผู้อื่นที่ไม่เคยพบเจอ เมื่ออายุได้ประมาณ 1-2 ขวบทารกจะเริ่มแยกสิ่งของที่มีรูปร่างและสีสันแตกต่างกันได้รวมทั้งแยกความต่างระหว่างเสียงของสัตว์ เสียงรถ หรือเสียแปลกๆได้ ส่วนการเรียนรู้ของทารกจะเกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเป็นหลัก  โดยใช้เวลาประมาณเกือบปีถึงจะพูดได้ แต่จะสามารถพูดได้ชัดขึ้นในช่วงอายุประมาณ 6 ปีขึ้นไป

  1. พัฒนาการทางด้านอารมณ์

ช่วงแรกเกิดทารกจะแสดงอารมณ์สงบหรืออารมณ์ตื่นเต้นออกมาให้เห็นเท่านั้น ต่อมาจะแยกแยะได้มากขึ้นตามอิทธิพลที่ได้รับการเร้า เช่น ความกลัว ความเกลียด เบิกบาน มีความสุข เป็นต้น

  1. พัฒนาการทางด้านสังคม

ในระยะ 2-3 เดือนแรก ทารกจะแสดงออกด้วยการสบตา ส่งเสียงอือออ รับรู้ ต่อมาอายุได้ 6-7 เดือน จะเริ่มแสดงความสนใจหรือผูกพันกับคนใกล้ชิดโดยเฉพาะมารดาได้มากขึ้น

  1. พัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพ

ซึ่งในช่วงวัยทารก พ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูจะมีผลต่อทารกโดยตรง เพราะทารกจะสะท้อนออกมากให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น แม่ที่กอดลูกแนบอกตลอดเวลา ทารกก็จะรู้สึกเชื่อมั่น และไว้วางใจต่อโลกมีบุคลิกภาพที่อ่อนโยน แต่ถ้าหากแม่แสดงออกอย่างเย็นชา เชื่องช้า ทารกก็รับรู้ แสดงออกว่ารู้สึกขาดความเชื่อมั่น สุดท้ายก็จะกลายเป็นเด็กที่มองโลกในแง่ร้าย

ฉะนั้นในวัยนี้พ่อแม่จะต้องเลี้ยงดูเด็กด้วยความรัก ความเข้าใจ ความเอาใจใส่ ส่งเสริมพัฒนาการให้เป็นไปตามวัยอันเหมาะสม ต้องเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการที่ไม่เท่ากัน บางคนช้า หรือ บางคนเร็ว ซึ่งพ่อแม่ก็ต้องคอยส่งเสริมช่วยเหลือเพื่อให้เค้าเติบโตขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง : http://sites.google.com

 

การเจริญเติบโตของเด็กวัยรุ่นตอนปลายช่วง 17-19 ปี

วัยรุ่นตอนปลายเป็นช่วงวัยที่กำลังฝึกฝนอาชีพและมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างสมบูรณ์ มีความพร้อมทั้งทางด้านการเจริญพันธุ์ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เกิดความมั่นใจพึงพอใจยอมรับในลักษณะรูปร่างของตนเอง ไม่รู้สึกว่าเกิดปมด้อยอีกต่อไป

ในส่วนของด้านจิตใจวัยรุ่นตอนปลายจะรู้สึกว่าตนเองเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง เริ่มเข้าใจในความรักความหวังดี ความเอื้ออาทรที่พ่อแม่กระทำให้ ลดความขัดแย้งในช่วงวัยรุ่นตอนกลางไปได้ พร้อมทั้งยอมรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะต่างๆจากพ่อแม่มากขึ้น เริ่มสร้างความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่มากกว่าที่ผ่านมาก ส่งผลให้ในเด็กที่เข้าสู่วัยรุ่นช่วงปลายจะมีความคิด การตัดสินใจ อย่างมีหลักเหตุและผล มีความอดทน ยับยั่งชั่งใจมากขึ้น รู้จักที่จะประณีตประนอมไม่ดื้นรั้นหัวชนฝา

ซึ่งหากเป็นในสังคมต่างประเทศเด็กในวัยนี้จะเริ่มออกมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยตนเอง แต่ในประเทศไทยเองยังไม่ค่อยพบเห็นเท่าไหร่นัก เพราะวัฒนธรรมทางด้านสังคมและวิถีชีวิตของคนไทยผู้ใหญ่ยังคงมองว่าวัยรุ่นตอนปลายยังเป็นเด็กอยู่ไม่กล้าที่จะปล่อยให้ไปเผชิญชีวิตด้วยตนเองตามลำพัง นอกเสียจากว่าจะต้องย้ายสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกลบ้านจึงเป็นภาวะจำยอมมากกว่า วัยรุ่นบางคนจะเริ่มรู้สึกอยากมีรายได้เป็นของตนเองและรับผิดชอบทางด้านการศึกษาของตนเอง ส่วนเรื่องกลุ่มเพื่อนในช่วงนี้ไม่ค่อยมีความสำคัญมากเท่ากับวัยรุ่นตอนต้นและตอนกลาง เนื่องจากในช่วงนี้จะมีความรู้สึกนึกคิดและค่านิยมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยกเว้นบางคนที่ยังไม่สามารถค้นหาตัวตนไม่เจอ อาจจะต้องใช้เวลาในการรอไปอีกสักระยะหนึ่ง จะมีเปลี่ยนจากกลุ่มเพื่อนเป็นมีเพื่อนสนิทรู้ใจเพียงแค่ 1-2 คน

เรื่องของการมีคู่รักหรือมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นช่วงปลาย จะเป็นไปในลักษณะรับผิดชอบร่วมกัน เข้าใจ บางคนอาจถึงขั้นวางแผนชีวิตในการสร้างครอบครัว แต่งงานกับคนที่ตนรัก มากกว่าความต้องการด้านความสัมพันธ์ชั่วคราวหรือเพียงแค่ความต้องการทางด้านอารมณ์เหมือนช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ซึ่งในช่วงนี้พ่อแม่ควรปลูกฝังในเรื่องที่เป็นคุณธรรม จริยธรรม ศาสนา เพราะจะมีการยอมรับมากขึ้น

การพัฒนาการทางด้านต่างๆของวัยรุ่นในแต่ละช่วงวัย มีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยอื่นๆ จะเห็นว่าวัยรุ่นบางคนอาจมีพัฒนาการในด้านต่างๆก้าวหน้าไปกว่าอายุจริง ในขณะเดียวกันบางคนอาจจะมีความล่าช้าในบ้างเรื่อง เพราะฉะนั้นพ่อแม่ไม่ควรที่จะไปตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือผิด รวมทั้งห้ามนำเด็กในปกครองของตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่อยู่ในวันเดียวกัน แต่ควรที่จะประคับประคองให้เด็กวัยรุ่นตอนปลายสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

 

พัฒนาการของเด็กวัยรุ่นตอนกลางในช่วง 14-16 ปี

Sad teenager boy outdoors alone

 

วัยรุ่นตอนกลางจะเป็นช่วงอายุ 14 – 16 เป็นช่วงที่มีระยะเวลาอัตราการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆของร่างกายเริ่มลดลง โดยร่างกายจะมีความเป็นหนุ่มเป็นสาวที่มีความสมบูรณ์เกือบเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ ส่งผลให้เด็กในวัยนี้มีความคุ้นชิน ไม่ตื่นเต้น กังวล สงสัย ต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอีกต่อไป แต่จะมีความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อเข้าสู่ระยะเจริญพันธุ์ โดยในช่วงนี้วัยรุ่นส่วนใหญ่เริ่มหันเหไปให้ความสนใจในการดูแลตนเอง รูปร่าง หน้าตา ให้ดูสวยงาม เป็นที่ต้องตาต้องใจแกผู้พบเห็น เริ่มสนใจเรื่องของเสื้อผ้า แฟชั่น การแต่งเนื้อแต่งตัวมากขึ้น รวมทั้งกลุ่มเพื่อนเองก็ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตค่อนข้างมาก เมื่อกลุ่มทำอะไรก็จะทำตามแบบเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนภายในกลุ่ม โดยบางครั้งหรือคำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสม หากว่าเจอเพื่อนที่ดีชักชวนกันไปทำกิจกรรมในทางที่ดี เด็กก็จะมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อปัญหาต่างๆน้อยลง

นอกจากนั้นในวัยรุ่นตอนกลางเริ่มมีความคิด ความสามารถ ทักษะต่างๆ และความริเริ่มสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ จึงเป็นระยะที่มีความสำคัญที่พ่อแม่หรือครูบาอาจารย์จะต้องให้การสนับสนุนและเปิดโอกาสให้พวกเค้าสามารถแสดงออกมาอย่างสร้างสรรค์ ถ้าเด็กมีแววทางด้านใด ก็ควรผลักดันส่งเสริม ให้เด็กมุ่งเน้นไปทางด้านนั้นอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวของเด็กเอง

ซึ่งช่วงวัยรุ่นตอนกลางจะยอมรับเหตุผลและหลักความเป็นจริง รู้ขอบเขต ที่ตนเองสามารถกระทำได้ เพราะฉะนั้นการวางแผนชีวิตในช่วงวัยนี้จะเริ่มเข้าสู่พื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น ในกลุ่มเด็กที่มีเชาว์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยปานกลางหรือต่ำกว่าปกติ  บางครั้งก็จะรู้สึกท้อแท้ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง จนไปสู่ภาวะซึมเศร้า แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่สังคมที่แวดล้อมหรือกลุ่มเพื่อนอีกด้วย เพราะเป็นวัยที่ถูกชักจูงไปได้ง่าย หากเจอผู้นำที่ไม่ดีก็อาจจะส่งผลให้เดินทางผิดนำไปสู่สิ่งชั่วร้ายในอนาคตและยังเป็นวัยที่อยากรู้อยากทดลอง โดยกล้าที่จะเสี่ยง ไม่กลัวผลหรืออันตรายที่ตามมา เช่น การเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์ การใช้สารเสพติด เหล่า บุหรี่ รวมทั้งการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นผู้หญิงซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเกิดขึ้นได้บ่อยในวัยรุ่นช่วงนี้

ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้ปกครองควรให้ความใกล้ชิดทำตัวให้เหมือนเป็นเพื่อนกับลูก อย่าพยายามทำให้ตัวเป็นพ่อแม่ให้ลูกรู้สึกถึงความเกรงกลัว มีแต่คำสั่งห้ามทำนู้นทำนี้ แต่เปลี่ยนมาเป็นให้คำอธิบายหลักเหตุผลให้เด็กเข้าใจ เด็กก็จะคิดตามเชื่อฟังเพราะอย่างที่กล่าวมาในข้างต้นว่าเด็กในวัยนี้จะยอมรับและฟังเหตุผลมากขึ้นคะ